Open post
พระสมเด็จน้ำมันตังอิ้ว

พระสมเด็จน้ำมันตังอิ้ว ตำนานพระเครื่อง

พระสมเด็จน้ำมันตังอิ้ว ตำนานพระเครื่อง

ตำนานพระเครื่อง พระสมเด็จน้ำมันตังอิ้ว

การสร้าง พระสมเด็จ ในยุคแรกๆ เกิดปัญหาการแตกหักของพระเครื่อง เพราะแต่เดิมเคี่ยวโดยการใช้น้ำอ้อย ยางไม้ ผลไม้ที่มีความเหนียว (เช่น กล้วย) และแป้งจากข้าว มาเป็นส่วนผสม ซึ่งได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง

เพื่อแก้ไขปัญหาการแตกหักของพระสมเด็จที่จะสร้างขึ้นใหม่
เปลี่ยนมาใช้น้ำมันตังอิ้วเคลือบพระแทน จึงกลายมาเป็นสัญญลักษณ์ของพระสมเด็จยุคปลาย ที่คงทน สวยงาม ไม่แตกร้าว

ส่วนที่นิยมเรียกกันว่าแก่น้ำมันตังอิ้ว เพราะเมื่อเราส่องดูพระสมเด็จ จะเห็นความฉ่ำวาวสวยงามเหมือนพระเปียกน้ำนั่นเอง…

Open post
ธรรมชาติสู่

ตำนานพระเครื่อง ธรรมชาติสู่ มวลสารพระสมเด็จ

ตำนานพระเครื่อง ธรรมชาติสู่ มวลสารพระสมเด็จ

ธรรมชาติสู่ มวลสารพระสมเด็จ

พระสมเด็จแต่ละองค์ มีมวลสารที่ สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ท่านนำมาจากวัสดุธรรมชาติ อาทิ

  1. ว่าน ๑๐๘ (ทั้งดอก และหัว)
  2. ดอกไม้ที่บูชาพระสงฆ์
  3. เถ้าธูปใบลานทั้งเผาและไม่เผา
  4. น้ำตาเทียนที่บูชาพระธรรม
  5. กระยาหารเลิศรสที่ท่านเคี้ยวแล้ว นำมาตากแห้ง
  6. กล้วยดิบ หรือกลัวสุก
  7. น้ำอ้อยเคี่ยว
  8. ดินสอพอง
  9. ดอกไม้หอม
  10. น้ำหอมของต้นไม้
  11. ตำลึง
  12. ใบเงินทองนาก
  13. เหล็กไหลไพรดำ
  14. พระธาตุ
  15. พระซุ้มกอ เป็นต้น

และนี่คือสิ่งที่ทำให้พระสมเด็จแท้ทุกองค์ มีความแตกต่างจากพระเครื่องอื่นๆ……พุทธา พรหมสิยา

แหล่งที่มา facebook

Open post
พระสมเด็จเกศไชโย

พระสมเด็จเกศไชโย วัดไชโยวรวิหาร

พระสมเด็จเกศไชโย วัดไชโยวรวิหาร

พระสมเด็จเกศไชโย วัดไชโยวรวิหาร

วัดไชโยวรวิหารแห่งนี้ เป็นวัดที่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี สร้างขึ้นบนที่ดินของคุณตาของท่านฯ เพื่อ อุทิศส่วนกุศล ให้โยมมารดา และโยมตา โดยนำชื่อของโยมมารดา ” เกศ ” และชื่อตา ” ชัย ” มารวมเป็น ” เกศไชโย ”

ด้วยความโดดเด่นของพิมพ์ทรงที่แตกต่างกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ และพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม กรอปกับความตั้งใจของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตที่เตรียมสร้างไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๔๐๔ ก่อนกำเนิดพระสมเด็จวัดระฆังฯ

พระสมเด็จ วัดเกศไชโยจึงมากด้วยคุณค่าน่าสะสมยิ่งนัก โดยมีพิมพ์ที่นิยมคือ พิมพ์ ๓ ชั้น ๖ ชั้น และ ๗ ชั้น…

Open post
พระปิดตารุ่นแรก

พระปิดตารุ่นแรก เนื้อผงใบราณ

พระปิดตารุ่นแรก เนื้อผงใบราณ

พระปิดตารุ่นแรก เนื้อผงใบราณ พระครูโกศลพิพัฒนคุณ(เสนาะ กตสาโร) วัดปงท่าข้าม จ.แพร่ เด่นด้านมีอำนาจ วาสนา,โชคลาภ,เมตตามหานิยม,เมตตาค้าขายและแคล้วคาดปลอดภัย

พระปิดตารุ่นแรก

Open post

เหรียญหล่อหลวงพ่อแก้ว วัดนางสาว ตำนานพระเครื่อง

เหรียญหล่อหลวงพ่อแก้ว วัดนางสาว ตำนานพระเครื่อง

เหรียญหล่อหลวงพ่อแก้ว /วัดนางสาวเป็นวัดที่ตั้งอยู่ที่ตำบล ท่าไม้ วัดที่นี้เป็นวัดดั้งเดิมมีมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา ต่อมาขณะที่เสียกรุง ครั้งที่ 2 ราษฎรที่หนีภัยการสู้รบได้มาอาศัยลี้ภัยอยู่ด้านในโบสถ์แห่งนี้ ในจำนวนนั้นมีสองสาวพี่น้องได้มาหลบทหารประเทศพม่าที่ออกเที่ยวตรวจอยู่เช่นเดียวกัน แล้วก็ได้อธิษฐานต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าถ้าเกิดรอดไปได้จะช่วยเหลือกันซ่อมแซมโบสถ์หลังนี้ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมจะสร้างวัดขึ้นใหม่ ปรากฏว่าพวกทหารประเทศพม่าก็จากไปโดยมิได้เข้ามาที่โบสถ์เลย หลังจากหมดภัยสงครามแล้วทั้งคู่ก็ได้สร้างบ้านเรือนอยู่ในรอบๆแถบนั้น แล้วก็ทำมาหากินจนพอมีหลักฐานมั่นคงแล้ว หญิงสาวผู้น้องก็เลยคิดจะซ่อมโบสถ์หลังนี้ตามคำอธิษฐาน ส่วนพี่สาวไม่เห็นด้วยว่าโบสถ์เก่าชำรุดทรุดโทรมมากคงซ่อมแซมไม่ไหว สร้างวัดขึ้นใหม่ดีกว่า แต่ว่าน้องสาวก็ยืนยันว่าจะปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมโบสถ์หลังเก่า

พิมพ์พระพุทธชินราช

ต่อมาผู้เป็นพี่ได้แต่งงานและย้ายไปอยู่ที่อื่น และได้สร้างวัดขึ้นใหม่ชื่อวัด “กกเตย” ปัจจุบันไม่มีแล้วเนื่องจากน้ำกัดเซาะพังทลายไปหมดแล้ว ฝ่ายน้องสาวยังครองตัวเป็นโสดและตั้งสัตยาธิษฐานว่าจะไม่ยอมแต่งงานจนกว่าจะได้บูรณะซ่อมแซมโบสถ์หลังเก่าให้สำเร็จ พร้อมกับสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ ต่อมาจึงได้ซ่อมแซมโบสถ์หลังเก่าจนแล้วเสร็จ ชาวบ้านจึงพร้อมใจให้ชื่อวัดว่า “พรหมจารี” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่หญิงสาวผู้น้อง แต่คนส่วนใหญ่มักเรียกกันว่า “วัดน้องสาว” และต่อมากลายเป็นชื่อ “วัดนางสาว” จนกระทั่งปัจจุบัน

พิมพ์พระปิดตา

สำหรับโบสถ์เก่าของวัดนางสาวนั้น เป็นโบสถ์มหาอุดฐานสำเภา ซึ่งเป็นรูปแบบโบสถ์ในสมัยอยุธยา โบสถ์มหาอุดนั้นจะมีประตูทางเข้าในตัวโบสถ์เพียงด้านเดียวไม่มีหน้าต่าง แต่อากาศภายในตัวโบสถ์ก็จะเย็นสบายดี และมีแสงสว่างเพียงพอ โบสถ์มหาอุดนี้ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยมากในเมืองไทย ภายในโบสถ์มีพระประธานคือหลวงพ่อมหาอุตม์ ประดิษฐานอยู่คู่กับวัดนี้
ที่วัดนางสาวนี้เมื่อ ครั้งที่หลวงพ่อแก้วเป็น เจ้าอาวาส ได้มีการสร้างพระหล่อแบบเหรียญหล่อไว้ เป็นที่นิยมและหวงแหนของชาวบ้านในแถบนี้ มีประสบการณ์ต่างๆ มากมาย พุทธคุณเด่นทางด้านแคล้วคลาด เมตตามหานิยม และเป็นที่นิยมของผู้นิยมพระเครื่องทั่วไป ปัจจุบันก็ยังพอหาได้ สนนราคาก็ยังไม่แพงนัก อยู่ที่หลักพัน ของปลอมเลียนแบบก็มีนะครับ เวลาจะเช่าหาก็ควรศึกษาให้ดี หรือปรึกษาท่านผู้รู้ก่อนที่จะเช่าหาก็จะได้ไม่ผิดหวัง อะไรก็ตามที่มีราคารองรับก็ย่อมมีผู้ที่ไม่หวังดีทำปลอมเป็นธรรมดา

พิมพ์หลวงพ่อโต

พระของหลวงพ่อแก้ว วัดนางสาว มีทั้งเป็นแบบพระปิดตา แบบ พระหลวงพ่อโต และแบบพระพุทธชินราช ในวันนี้ผมได้นำรูปเหรียญหล่อแบบต่างๆ ของวัดนางสาวมาให้ชมครับ

แหล่งที่มา khaosod.co.th

Open post
เหรียญหลวงปู่จาม

เหรียญหลวงปู่จาม มหาปุณโญ รุ่นแรก เนื้อทองแดง พิเศษสุดติดเกศา จีวร หายาก

เหรียญหลวงปู่จาม มหาปุณโญ รุ่นแรก เนื้อทองแดง พิเศษสุดติดเกศา จีวร หายาก

เหรียญหลวงปู่จาม มหาปุณโญ รุ่นแรก  เนื้อทองแดง ปี 2549 สภาพสวยมากๆ ไม่ผ่านการใช้ หายาก พิเศษสุดติดเกศาหลวงปู่จาม 1 เส้น และ จีวร หลวงปู่ฝั้น เจตนาการจัดสร้าง เนื่องในโอกาสอายุวัฒนะมงคล

ครบรอบ 96 ปี หลวงปู่จาม พ.ศ.2549 (ครบ 96 ปี) จัดสร้างโดย คณะศิษย์ของ หลวงปู่จาม เพื่อไว้แจกแก่ญาติโยมที่มาทำบุญที่วัด หลวงปู่จามท่านเมตตาอธิฐานจิตให้ยาวนานถึง 2 เดือน พุทธคุณถือว่าเด่นดีทุกทาง

เจริญรุ่งเรืองทุกด้าน และยังแคล้วคลาดปลอดภัยเป็นเลิศ ใครมีไว้บูชาถือเป็นมงคลยิ่ง โดยเฉพาะวัตถุมงคลของหลวงปู่แทบไม่มีออกให้เห็นมากนัก มีเพียงเหรียญรุ่นนี้ รุ่นเดียวที่จัดสร้างอย่างเป็นทางการ และขออนุญาตจากทางวัดอย่างถูกต้อง จึงถือเป็นของหายาก และเหรียญรุ่นนี้ ก่อนออกมา และหลังออกมา ได้เคยมีลงหนังสือพระเครื่อง . หนังสือพิมพ์ ดังหลายฉบับ จนได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบันนี้ ขอบอก ครับผม ปัจจุบันหลวงปู่ท่านยังดำรงขันธ์อยู่ อายุ 103 ปี หลวงปู่ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น โดยตรง เคยปฎิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น และยังเคยปฎิบัติธรรมกับเกจิอาจารย์ดังสายหลวงปู่มั่นหลายองค์ในอดีต ถือว่าหลวงปู่เป็นพระอริยะสงฆ์ ที่น่าเคารพศัทธามากในปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านเคร่งครัดในธรรมวินัย และเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ หรือญาติโยม เป็นอย่างดียิ่ง ท่านเป็นพระที่เปรี่ยมไปด้วยเมตตสูงมาก สมถะเีรียบง่าย เป็นที่รักของทุกคนที่ได้พบท่าน หรือได้ยินแค่ชื่อเสียง ในทุกวันนี้ จะมีผู้หลั่งไหลไปกราบทำบุญกับท่านเป็นจำนวนมาก แม้นแต่หลวงตามหาบัว ท่านยังได้เคยรับรอง หลวงปู่จาม ท่านเป็นอริยะสงฆ์ผู้มีคุณธรรมสูง

Open post
หลวงปู่หลุย

หลวงปู่หลุย เป็นพระอริยสงฆ์ผู้มีศีลาจารวัตรปฏิบัติอันงดงาม

” หลวงปู่หลุย ” แห่งวัด วัดราชโยธา พระเถระที่เป็นศิษย์องค์สำคัญ ของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ท่านได้เกิดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2444

ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายคำฝอย วรบุตร ลูกชายเจ้าเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ประเทศลาว และนางกวย (สุวรรณภา) วรบุตร สมัยช่วงวัยเด็กท่านศึกษาจบระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้ทำงานเป็นเสมียน กับพี่เขยที่เป็นสมุห์บัญชีสรรพากร อ.เชียงคาน และเมื่อปี 2464 ได้ย้ายไปทำงานที่อำเภอแซงบาดาล (ธวัชบุรี) และที่ห้องอัยการภาค จ.ร้อยเอ็ด ด้วยการอุปถัมภ์ของอัยการภาคร้อยเอ็ด ท่านได้นับถือศาสนาคริสต์ อยู่ 5 ปี จนลุงของท่าน เรียกท่านว่า เซนต์หลุยส์ หรือ หลุย ท่านจึงถูกเรียกชื่อว่า หลุย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และต่อมาท่านได้กลับใจเปลี่ยนศาสนามานับถือศาสนาพุทธแทน และได้อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2466 เป็นพระมหานิกาย ณ อ.แซงบาดาล จ.ร้อยเอ็ด ในช่วงพรรษาที่ 1 ท่านได้พยายามศึกษาพระธรรมวินัย ทั้งปริยัติธรรมและปฏิบัติ ครั้นถึงคราวออกพรรษา ท่านได้ลาพระอุปัชฌาย์ไปเข้าร่วมการคัดเลือกเกณฑ์ทหารที่จังหวัดเลย และได้เดินทางไปนมัสการพระธาตุพนม ที่จังหวัดนครพนม

แหล่งที่มา th.wikipedia

Open post
พระอาจารย์สมภพ

พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญุ

 

พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ เป็นพระนักปฏิบัติ พระนักเทศน์ พระนักปราชญ์ แห่งภาคอีสานรูปหนึ่ง ที่ควรศึกษาถึงชีวประวัติและผลงานของท่าน เพราะเป็นพระผู้เสียสละอุทิศตนทำงาน เพื่อพระพุทธศาสนาอย่างจริง ดังนั้น เพื่อให้ง่ายต่อการนำเสนอ จึงแบ่งการศึกษาชีวประวัติของพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ดังนี้

พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ มีนามเดิมว่า สมภพ นามสกุล ยอดหอ เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) ณ บ้านแพด ตำบลบ้านแพด โยมบิดาชื่อ จูม นามสกุล ยอดหอ โยมมารดาชื่อ สอน นามสกุล ยอดหอ มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ทั้งหมด ๑๒ คน คือ
๑. นายสุพจน์ ยอดหอ
๒. นางบังเรียน ยอดหอ
๓. นายวิจิตร ยอดหอ
๔. ไม่ทราบชื่อ (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
๕. พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ
๖. ไม่ทราบชื่อ (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
๗. ไม่ทราบชื่อ (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
๘. นางประมวล พันธ์เสนา
๙. ไม่ทราบชื่อ (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
๑๐. นายบุญโฮม ยอดหอ
๑๑. ไม่ทราบชื่อ (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)
๑๒. ไม่ทราบชื่อ (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก)

ครอบครัวของพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ มีต้นกำเนิดที่บ้านนาผาง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อครอบครัวประสพกับภาวการณ์หาเลี้ยงชีพที่ขัดสน โยมบิดาและโยมมารดาของท่านจึงได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่บ้านวังชมพู ตำบลแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร
เป็นที่น่าสังเกตว่าการอพยพครอบครัวมาที่จังหวัดสกลนครนั้นก็เพื่อให้บุตรธิดามีชีวิตที่สดใส คล้ายๆกับเป็นนัยยะว่า บุตรชายจะได้เป็นประทีปธรรมที่ส่องแสงสว่างแก่บุคคลผู้มืดมนในกาลข้างหน้า เมื่อพ่อจูมและแม่สอนได้เล็งเห็นพื้นที่เหมาะแก่การประกอบอาชีพแล้วจึงได้อพยพครอบครัวมาที่บ้านวังชมพู จนถึงปัจจุบันนี้
โยมบิดาของท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ เมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ ท่านเป็นผู้มีจิตใจใฝ่ในทางธรรม ปฏิบัติตนเองตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เช่น การไปทำบุญตักบาตร รักษาศีล ๕ และอุโบสถศีล ในช่วงเข้าพรรษา เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่และอุดมการณ์ของพุทธศาสนิกชนที่พึงปฏิบัติ เมื่อท่านเลี้ยงดูบุตรธิดาจนเติบโต สามารถเลี้ยงชีพ ด้วยตนเองได้แล้ว ท่านจึงได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับนามฉายาว่า “สุจิตฺโต” ซึ่งแปลว่า ผู้มีจิตดี หรือ มีความคิดดี หลวงพ่อจูม สุจิตฺโต ได้ดำเนินชีวิตในเบื้องปลายที่พอเพียงกับสมระวิสัย เป็นคนพูดน้อย สันโดษ ตั้งใจบำเพ็ญกรรมฐานอย่างมุ่งมั่นจนมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่วัดนิพเพธพลาราม ตำบลบ้านแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร โดยอยู่ในความดุแลอย่างใกล้ชิดของพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ซึ่งเป็นทั้งประธานสงฆ์และบุตรชาย ก่อนที่หลวงพ่อจูม สุจิตฺโต จะมรณภาพ ท่านได้ทิ้งมรดกธรรมไว้ให้แก่อนุชนได้คบคิดดังนี้
“ที่สิ้นสุดของกาย คือสิ้นลมหายใจ ที่สิ้นสุดของจิต คือ ตัวเราไม่มี ของเราไม่มี”
“เมื่อใดพรหมวิหารของเรายังไม่ครบสี่ เมื่อนั้นเรายังวุ่นวายอยู่ เพราะยังวางมันไม่ลง ปลงมันไม่ได้”
“คนเราเป็นทุกข์ อยู่กับธาตุสี่เพราะยังไม่เห็นธาตุรู้ รู้อย่างเดียวไม่สุข ไม่ทุกข์”
“จิตนั้นมันคือ (เหมือน) น้าม (น้ำ) น้ามมันชอบไหลลงทางต่ำ ถ้าคนสะหลาด (ฉลาด) กั้นมันไว้ มันก็จะไหลขึ้นที่สูง”
ส่วนโยมมารดา คือ แม่สอน ยอดหอ ก็ได้ดำเนินชีวิตเฉกเช่นสามีและบุตรชาย มีการทำบุญตักบาตร รักษาศีล ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่โอกาส จนเป็นที่รู้จักของเพื่อบ้านในตำบลแพด จึงถึงปัจจุบัน…

Open post
พระธรรมสิง

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม)

 

พระธรรมสิง หบุราจารย์ หรือนามเดิม จรัญ จรรยารักษ์ ฉายา ฐิตธมฺโม เป็นพระภิกษุชาวไทย ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3

ท่านมีชื่อเสียงในระดับประเทศจากการเป็นพระนักพัฒนา พระนักเทศน์ และพระวิปัสสนาจารย์ แนวทางการสืบทอดพระพุทธศาสนาของท่านเน้นหนักที่การสั่งสอนเรื่องกฎแห่งกรรม โดยยกเหตุการณ์ที่ท่านประสบและนับเป็นกฎแห่งกรรมขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์อยู่เสมอ และได้เน้นการพัฒนาจิตใจคนด้วยการฝึกวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 แบบพองหนอ-ยุบหนอ นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ที่ส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนหมั่นสวดมนต์ด้วยพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา) เพื่อเป็นเครื่องเจริญสติอย่างแพร่หลายอีกด้วย

แหล่งที่มา wikipedia

Open post
พระครูสิริศีลสังวร

พระครูสิริศีลสังวร เจ้าอาวาส แห่งวัดศรีดอนมูล จ.เชียงใหม่

 

พระครูสิริศีลสังวร (ครูบาน้อย เตชปญฺโญ) มีดามเดิมว่า ประสิทธิ์ กองคำ เป็นบุตรของคุณพ่อคำ กองคำ

และคุณแม่ต๋าคำ กองคำ เกิดเมื่อ วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2494 แรม 4 ค่ำ เดือน 3 (เหนือ) ปีขาล ที่บ้านศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่มีพี่น้องร่วมบิดา – มารดา เดียวกัน 4 คน คือ นางสาว สงวน กองคำ  พระครูสิริศีลสังวร นายแก้ว กองคำ นายภัทร กองคำ

เมื่อแรกเกิด เด็กชายประสิทธิ์ กองคำ มีสายรกพันรอบตัว ซึ่งตามความเชื่อของครูโบราณในภาคเหนือได้เล่ากันมาว่า จะได้บวชเป็นพระสืบทอด พระพุทธศาสนาต่อไปและแล้วก็เป็นไปตามความเชื่อของคนโบราณ เด็ก

ชายน้อย ชอบติดตามคุณแม่ต๋าคำไปทำบุญที่วัดในวันพระเสมอ เวลาพระเทศน์ เด็กชายน้อย สำรวม กาย วาจา ใจ ตั้งใจฟังพระเทศน์อย่างใจจดใจจ่อ มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังเมื่ออายุได้ 7 ขวด คุณแม่ต๋าคำ กองคำ ได้นำไปฝากเป็นเด็กวัดเพื่อเรียนหนังสือกับครูบาผัด (พระครูใบฎีกาผัด ผุสฺสิตธมฺโม) ณ วัดศรีดอนมูล

ซึ่งในสมัยนั้นครูบาผัดเป็นพระที่มีความสามารถทางคาถาอาคม อยู่ยงคงกระพัน และการรักษาผู้ป่วยด้วยยาสมุนไพร จนชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดี ในจังหวัดเชียงใหม่ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเด็กชายน้อย ได้รับการพร่ำสอนในเรื่องของ ธรรมมะ อักขระภาษาล้านนา(ซึ่งเป็นภาษาที่รวบรวมคาถาอาคม ของคนล้านนาไว้) จากครูบาผัด ด้วยความตั้งใจ ในการที่เป็นเด็กใฝ่รู้ในการเรียน จึงทำให้เด็กชายน้อยเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วกว่าเด็กวัดคนอื่น ๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน

ขณะที่เป็นเด็กวัดนั้นท่านได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะอักขระภาษาล้านนา ไปพร้อมกับการศึกษาเล่าเรียนหนังสือตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ไปด้วยจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งถือว่าเรียนจบภาคบังคับ เมื่อเด็กชายน้อยอายุได้ 13 ปี ครูบาผัดได้ปรึกษากับคุณพ่อคำ คุณแม่ต๋าคำ ว่าจะนำเด็กชายน้อยมาทำการบรรพชา เพราะอยู่วัดมานาน และเรียนจบภาคบังคับแล้ว

เมื่อเด็กชายน้อยได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันจันที่ 6 มิถุนายน 2507 ปีมะโรง โดยมีพระครูอินทรสธรรม (ครูบาอิ่นแก้ว) วัดกู่เสือ อ.สารภี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นสามเณรน้อยได้ทุ่มเทเวลาในการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งศึกษาตำรายาสมุนไพร และคาถาอาคมในด้านอยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม จากหลวงพ่อครูบาผัดอย่างตั้งใจจริง จนเป็นที่รักและเมตตาของครูบาผัดยิ่งนัก

ในที่สุดท่านสอบได้นักธรรมชั้น ตรี โท เอก ซึ่งขณะนั้นนับเป็นการศึกษาชั้นสูงสุดในการเรียนของโรงเรียนนักธรรมวัดศรีดอนมูล จากนั้นท่านได้เป็นอาจารย์สอนนักธรรมแก่สามเณรรุ่นน้อง ๆ สืบต่อไปอย่างมานะอดทนเพื่อสืบทอดการศึกษาด้านพุทธศาสนาต่อมาท่านได้กราบลาหลวงพ่อครูบาผัด ไปศึกษาต่อในระดับเปรียญธรรม อันเป็นการศึกษาที่สูงขึ้นไปอีก ณ สำนักเรียนวัดบุปผาราม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ท่านศึกษาไปได้ระยะหนึ่งเท่านั้น

ท่านต้องหยุดเรียน เนื่องจากการเดินทางจากวัดศรีดอนมูลไปในตัวจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประกับกับหลวงพ่อครูบาผัดไม่มีใครช่วยทำงานทางศาสนาครูบาน้อยจึงต้องกลับมาปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อครูบาผัดเช่นเดิม
หลังจากที่สามเณรน้อยได้กลับมาช่วยงานพระครูพิศิษฏ์สังฆการ (ครูบาผัดซึ่งดำรงตำแน่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสารภี) ได้ระยะหนึ่ง อายุพรรษาของท่านครบอุปสมบทพอดี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2514 ณ พระอุโบสถวัดพญาชมพู โดยมีพระครูพุทธาทิตยวงศ์ (ครูบาอุ่นเรือน) วัดป่าแคโยงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสมชุตินธโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดผัด ผุสสิตธมโม เป็นอนุสาวนาจารย์ หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้วจึงได้รับ ฉายาว่า เตชปญฺโญ อันมีความหมายว่าผู้มีปัญญาเป็นเดช

หลังจากที่ได้ทำการอุปสมบทแล้วพระภิกษุน้อยได้ช่วยเหลืองานของหลวงพ่อครูบาผัด ซึ่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสารภี ด้านสาธารณูปการ คือในด้านดูแลการสร้างศาสนสถานและศาสนวัตถุของวัดทุกวัดในอำเภอสารภี แต่เมื่อหน้าที่การงานและความรับผิดชอบของท่านในด้านศาสนามากขึ้น แต่ท่านไม่ทิ้งด้านการศึกษา ดังนั้น ท่านจึงได้ปรารภเรื่องการเรียนกับหลวงพ่อครูบาผัดว่า ท่านต้องการเรียนภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกเอาคำ

สอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ ถึง 84000 พระธรรมขันธ์ อันมีพระสูตร พระธรรรม พระวินัย หรือเรียกกันว่า พระไตรปิฎก ท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อครูบาผัดไปศึกษาในระดับเปรียญธรรม เป็นครั้งที่ 2 โดยไปศึกษาที่หอปรยัติธรรม วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูนจนท่านสามารถสอบได้เปรียญ 1 และ 2 ขณะทีท่านกำลังศึกษา ประโยค 3 อยู่นั้น ภารกิจในด้านการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของหลวงพ่อครูบาผัดทั้งในด้านการ

ปกครองการเผยแผ่ การสาธารณูปโภค รวมทั้งการศึกษาได้เพิ่มมากขึ้น ท่านต้องการคนช่วยแบ่งเบาภาระในหน้าที่การทำงาน พระภิกษุน้อยจึงต้องออกจากการศึกษาเป็นครั้งที่ 2 เพราะความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์มีมาก เหนือกว่าสิ่งใดนั้นเอง…

Posts navigation

1 2