Open post
พระธรรมสิง

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม)

 

พระธรรมสิง หบุราจารย์ หรือนามเดิม จรัญ จรรยารักษ์ ฉายา ฐิตธมฺโม เป็นพระภิกษุชาวไทย ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 3

ท่านมีชื่อเสียงในระดับประเทศจากการเป็นพระนักพัฒนา พระนักเทศน์ และพระวิปัสสนาจารย์ แนวทางการสืบทอดพระพุทธศาสนาของท่านเน้นหนักที่การสั่งสอนเรื่องกฎแห่งกรรม โดยยกเหตุการณ์ที่ท่านประสบและนับเป็นกฎแห่งกรรมขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์อยู่เสมอ และได้เน้นการพัฒนาจิตใจคนด้วยการฝึกวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 แบบพองหนอ-ยุบหนอ นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ที่ส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนหมั่นสวดมนต์ด้วยพุทธชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา) เพื่อเป็นเครื่องเจริญสติอย่างแพร่หลายอีกด้วย

แหล่งที่มา wikipedia

Open post
พระครูสิริศีลสังวร

พระครูสิริศีลสังวร เจ้าอาวาส แห่งวัดศรีดอนมูล จ.เชียงใหม่

 

พระครูสิริศีลสังวร (ครูบาน้อย เตชปญฺโญ) มีดามเดิมว่า ประสิทธิ์ กองคำ เป็นบุตรของคุณพ่อคำ กองคำ

และคุณแม่ต๋าคำ กองคำ เกิดเมื่อ วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2494 แรม 4 ค่ำ เดือน 3 (เหนือ) ปีขาล ที่บ้านศรีดอนมูล ต.ชมภู อ.สารภี จ.เชียงใหม่มีพี่น้องร่วมบิดา – มารดา เดียวกัน 4 คน คือ นางสาว สงวน กองคำ  พระครูสิริศีลสังวร นายแก้ว กองคำ นายภัทร กองคำ

เมื่อแรกเกิด เด็กชายประสิทธิ์ กองคำ มีสายรกพันรอบตัว ซึ่งตามความเชื่อของครูโบราณในภาคเหนือได้เล่ากันมาว่า จะได้บวชเป็นพระสืบทอด พระพุทธศาสนาต่อไปและแล้วก็เป็นไปตามความเชื่อของคนโบราณ เด็ก

ชายน้อย ชอบติดตามคุณแม่ต๋าคำไปทำบุญที่วัดในวันพระเสมอ เวลาพระเทศน์ เด็กชายน้อย สำรวม กาย วาจา ใจ ตั้งใจฟังพระเทศน์อย่างใจจดใจจ่อ มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังเมื่ออายุได้ 7 ขวด คุณแม่ต๋าคำ กองคำ ได้นำไปฝากเป็นเด็กวัดเพื่อเรียนหนังสือกับครูบาผัด (พระครูใบฎีกาผัด ผุสฺสิตธมฺโม) ณ วัดศรีดอนมูล

ซึ่งในสมัยนั้นครูบาผัดเป็นพระที่มีความสามารถทางคาถาอาคม อยู่ยงคงกระพัน และการรักษาผู้ป่วยด้วยยาสมุนไพร จนชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดี ในจังหวัดเชียงใหม่ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเด็กชายน้อย ได้รับการพร่ำสอนในเรื่องของ ธรรมมะ อักขระภาษาล้านนา(ซึ่งเป็นภาษาที่รวบรวมคาถาอาคม ของคนล้านนาไว้) จากครูบาผัด ด้วยความตั้งใจ ในการที่เป็นเด็กใฝ่รู้ในการเรียน จึงทำให้เด็กชายน้อยเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วกว่าเด็กวัดคนอื่น ๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน

ขณะที่เป็นเด็กวัดนั้นท่านได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะอักขระภาษาล้านนา ไปพร้อมกับการศึกษาเล่าเรียนหนังสือตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ไปด้วยจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งถือว่าเรียนจบภาคบังคับ เมื่อเด็กชายน้อยอายุได้ 13 ปี ครูบาผัดได้ปรึกษากับคุณพ่อคำ คุณแม่ต๋าคำ ว่าจะนำเด็กชายน้อยมาทำการบรรพชา เพราะอยู่วัดมานาน และเรียนจบภาคบังคับแล้ว

เมื่อเด็กชายน้อยได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันจันที่ 6 มิถุนายน 2507 ปีมะโรง โดยมีพระครูอินทรสธรรม (ครูบาอิ่นแก้ว) วัดกู่เสือ อ.สารภี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากนั้นสามเณรน้อยได้ทุ่มเทเวลาในการศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งศึกษาตำรายาสมุนไพร และคาถาอาคมในด้านอยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม จากหลวงพ่อครูบาผัดอย่างตั้งใจจริง จนเป็นที่รักและเมตตาของครูบาผัดยิ่งนัก

ในที่สุดท่านสอบได้นักธรรมชั้น ตรี โท เอก ซึ่งขณะนั้นนับเป็นการศึกษาชั้นสูงสุดในการเรียนของโรงเรียนนักธรรมวัดศรีดอนมูล จากนั้นท่านได้เป็นอาจารย์สอนนักธรรมแก่สามเณรรุ่นน้อง ๆ สืบต่อไปอย่างมานะอดทนเพื่อสืบทอดการศึกษาด้านพุทธศาสนาต่อมาท่านได้กราบลาหลวงพ่อครูบาผัด ไปศึกษาต่อในระดับเปรียญธรรม อันเป็นการศึกษาที่สูงขึ้นไปอีก ณ สำนักเรียนวัดบุปผาราม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ท่านศึกษาไปได้ระยะหนึ่งเท่านั้น

ท่านต้องหยุดเรียน เนื่องจากการเดินทางจากวัดศรีดอนมูลไปในตัวจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก ประกับกับหลวงพ่อครูบาผัดไม่มีใครช่วยทำงานทางศาสนาครูบาน้อยจึงต้องกลับมาปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อครูบาผัดเช่นเดิม
หลังจากที่สามเณรน้อยได้กลับมาช่วยงานพระครูพิศิษฏ์สังฆการ (ครูบาผัดซึ่งดำรงตำแน่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสารภี) ได้ระยะหนึ่ง อายุพรรษาของท่านครบอุปสมบทพอดี จึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2514 ณ พระอุโบสถวัดพญาชมพู โดยมีพระครูพุทธาทิตยวงศ์ (ครูบาอุ่นเรือน) วัดป่าแคโยงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสมชุตินธโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดผัด ผุสสิตธมโม เป็นอนุสาวนาจารย์ หลังจากที่ได้อุปสมบทแล้วจึงได้รับ ฉายาว่า เตชปญฺโญ อันมีความหมายว่าผู้มีปัญญาเป็นเดช

หลังจากที่ได้ทำการอุปสมบทแล้วพระภิกษุน้อยได้ช่วยเหลืองานของหลวงพ่อครูบาผัด ซึ่งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอสารภี ด้านสาธารณูปการ คือในด้านดูแลการสร้างศาสนสถานและศาสนวัตถุของวัดทุกวัดในอำเภอสารภี แต่เมื่อหน้าที่การงานและความรับผิดชอบของท่านในด้านศาสนามากขึ้น แต่ท่านไม่ทิ้งด้านการศึกษา ดังนั้น ท่านจึงได้ปรารภเรื่องการเรียนกับหลวงพ่อครูบาผัดว่า ท่านต้องการเรียนภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่บันทึกเอาคำ

สอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ ถึง 84000 พระธรรมขันธ์ อันมีพระสูตร พระธรรรม พระวินัย หรือเรียกกันว่า พระไตรปิฎก ท่านจึงได้กราบลาหลวงพ่อครูบาผัดไปศึกษาในระดับเปรียญธรรม เป็นครั้งที่ 2 โดยไปศึกษาที่หอปรยัติธรรม วัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูนจนท่านสามารถสอบได้เปรียญ 1 และ 2 ขณะทีท่านกำลังศึกษา ประโยค 3 อยู่นั้น ภารกิจในด้านการเผยแพร่พระพุทธศาสนาของหลวงพ่อครูบาผัดทั้งในด้านการ

ปกครองการเผยแผ่ การสาธารณูปโภค รวมทั้งการศึกษาได้เพิ่มมากขึ้น ท่านต้องการคนช่วยแบ่งเบาภาระในหน้าที่การทำงาน พระภิกษุน้อยจึงต้องออกจากการศึกษาเป็นครั้งที่ 2 เพราะความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์มีมาก เหนือกว่าสิ่งใดนั้นเอง…

Open post
หลวงพ่อทา

พระครูอุตรการบดี แห่ง วัดพะเนียงแตก

 

” หลวงพ่อทา “ วัดพะเนียงแตก ท่านเป็นพระร่วมยุคสมัยเดียวกับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน แต่ในสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก

จะเห็นได้จากพระราชพิธีพุทธาภิเษกสำคัญ ๆ ท่านจะได้รับนิมนต์ร่วมพิธีนั่งปรกปลุกเสกเสมอ เช่นพระราชพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งปวเรศและพระราชพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่งสวนเต่า รั

ชกาลที่ ๕ หลวงพ่อทาท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากอยู่ระหว่าง พ.ศ.2400-2459 ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ยุคต้นของจังหวัดนครปฐม

และเป็นเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของจังหวัดนครปฐม ท่านเป็นพระนักปฏิบัติเชี่ยวชาญทางสมถกรรมฐาน

มีพลังจิตแก่กล้า ประวัติของหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ท่านเติบโตที่ตำบลบ่อผักกูด อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

(นักเขียนบางท่านเข้าใจผิดว่าท่านเป็นชาวหนองเสือ ต.หนองดินแดง อ.เมือง จ. นครปฐม)

บรรพบุรุษท่านเป็นชาวลาว เกิดปี พ.ศ.ใดไม่ปรากฏ เข้าใจว่าเกิดในปลายสมัยรัชกาลที่ 2 ( ครองราช พ.ศ.2352-2367 )ประมาณปีพ.ศ.๒๓๖๐กว่า(อายุร่วมร้อยปี)

มีพี่น้อง 4 คน เป็นชายทั้งหมด หลวงพ่อทาเป็นพี่ชายคนโต ส่วนน้องชายอีก 3 ท่านเท่าที่จำได้้ คือ หลวงพ่อคำ วัดหนองเสือ ต.หนองดินแดง อ.เมือง จ. นครปฐม

ส่วนอีกสองท่านจำชื่อไม่ได้ทราบว่าท่านก็บวชเป็นพระเหมือนกัน ด้วยคุณงามความดีและความสามารถของท่าน ท่านจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์

และต่อมาเมื่อปีพ.ศ.๒๔๓๒(ร.ศ.๑๐๘)พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูอุตตรการบดี(เจ้าคณะรองเมืองนครไชยศรี)

รักษาพระปฐมเจดีย์ทิศเหนือรูปแรก เมื่อพลวงพ่อทาท่านมรณภาพ ปีพ.ศ 2459 ตำแหน่งพระครูอุตตรการบดีจึงตกแก่หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

แหล่งที่มา nkppao

Open post
พระอาจารย์สมภพ

พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ ที่สกลนคร

 

พระอาจารย์สมภพ “ดวงประทีป”

เกิดปี พ.ศ.2492 ที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพระสายปฏิบัติ (กรรมฐาน) มากที่สุด ท่านอุปสมบทเมื่อปี 2528 ขณะอายุ 36 ปี

ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี แต่ที่ได้ฟังจากคำบอกเล่าของท่านเอง บอกว่า “หลวงปู่จูม” บิดาของท่านต่างหากไปบวชอยู่ที่วัดหนองป่าพง ส่วนพระอาจารย์สมภพเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่คำสิงห์ สุภัทโท (เพื่อนของหลวงปู่ขุน) ซึ่งผมยังไม่ได้ตามดูว่า หลวงปู่ 2 รูปนั้นอยู่วัดไหน จังหวัดอะไร

พระอาจารย์สมภพนั้น ปัจจุบันอายุ 70 ปี กำลังอาพาธเป็นอัมพาตซีกซ้าย แต่ทำงานหนักในการบรรยายธรรม ในที่ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่านพูดได้หลายภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ท่านเคยทำงานในตำแหน่งบริหารงานบุคคลของบริษัทต่างชาติในตะวันออกกลาง เคยมีลูกน้องหลายชาติและภาษาจำนวน 2-3พันคน งานที่ทำคือการก่อสร้างสนามยิม

เมื่อทำงานอยู่ตะวันออกกลาง จึงพูดภาษาแขก (ตะวันออกกลาง) ได้ด้วย

เคยติดคุกที่ตะวันออกกลางถึง 6 ครั้ง เพราะไปช่วยเป็นทนายให้คนงานไทย เนื่องจากสื่อสารได้ดีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาแขก

ท่านเรียนที่เมืองไทย จบแค่ ป.4 แต่ทำงานในตำแหน่งสูงและได้รับเงินเดือน 35,000บาท (สมัยนั้น) เคยไปถึอศาสนาคริสต์ ทั้งๆ ครอบครัว พ่อแม่ เป็นชาวพุทธที่เคร่งครัด ท่านเกือบจะได้เป็นบาทหลวง แต่บังเอิญในพิธีอาบน้ำ (พิธีบับติสต์) มีเหตุขัดข้องน้ำในการทำพิธีเหือดแห้ง ต้องเลื่อนวันทำพิธีเป็นวันฮอลิเดย์หน้า

พระอาจรย์สมภพศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎกโดยตรง เข้าใจว่า น่าจะเป็นชุดแปล แต่ก็น่าแปลกว่า ในการบรรยายธรรมะของท่าน มีการอ้างคำเป็นภาษาบาลีในพระไตรปิฎกอยู่ตลอดเวลา ภาษาบาลีที่ท่านยกมาอ้างนั้นคล่องแคล่วขึ้นใจและกลมกลืนกับเนื้อเป็นอย่างยิ่ง

คำบางคำ ท่านพูดน่าคิด อย่างคำว่า “ศาสนา” ท่านกล่าวว่าศาสนา คือ “ปฏิปทา” หรือ “มรรค” (วิถีปฏิบัติ) ของแต่ละศาสนา

ทำให้นึกเห็นว่า ศาสนา ที่หมายถึง religion นั้น หมายถึงความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องระหว่างมนุษย์ กับเทพเจ้า แต่ในความเป็นจริง ศาสนาบางศาสนาไม่ได้เกี่ยวข้องหรือให้ความสำคัญกับเทพเจ้าเลย เป็นวิธีปฏิบัติล้วนๆ โดยขอพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนเพื่อการปฏิบัติให้หลุดพ้นจากทุกข์

แหล่งที่มา siamrath

Open post
พระอาจารย์แดง

พระอาจารย์แดง สุพรรณบุรี

พระอาจารย์แดง  วัดฝาโถ เพชรเม็ดงามแห่งสุพรรณบุรี

พระอาจารย์แดง กำเนิดในสกุล พลเสน เมื่อวันพฤหัสบดีแรม 8 ค่ำเดือนยี่ (2) ปีวอก ณ บ้านวังหิน ต.สามชุก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี

โดยเป็นบุตรคนที่ 4 ของครอบครัว โดยมีพี่น้องร่วมกันทั้งสิ้น 5 คน ด้วย อุปนิสัยหนักแน่น ทำอะไรจริงจัง ครั้นอายุ 21 ปี ก็เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์อุปสมบทเป็นพระภิกษุ

เมื่อวันเสาร์ที่ 8 พ.ค. 2519 ตรงกับวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง เวลา 11.00 น. ณ พัทธสีมาวัดดอนบุบผาราม (วัดตะค่า) ต.บ้านกร้าง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

โดยมี พระครูศรีคณานุรักษ์ (หลวงพ่อสม คังควัณโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดเตี้ยม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาสมทรง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “ปุสสโก” แปลว่า ผู้มีความบริสุทธิ์, ดุจดอกไม้สีขาว

วัดฝาโถ ตั้งอยู่เลขที่ 164 หมู่ที่ 7 ต.หัวนา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เดิมชื่อว่า “วัดโบสถ์” เคยมีนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์สำรวจและสันนิษฐานไว้ว่า

เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณสมัยทวารวดี มีการผสมผสานและก่อสร้างศาสนสถานสืบต่อกันมายาวนานจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดและเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา จนมีชาวบ้านไปแผ้วถางป่าพบโบสถ์เก่าและเจดีย์ร้าง จึงมีการทำนุบำรุงขึ้นมาใหม่และปัจจุบันมี พระปลัดนพรัตน์ ปุสสโก หรือ พระอาจารย์แดง เป็นเจ้าอาวาส…

Open post
หลวงพ่อโสธร

” หลวงพ่อโสธร ” วัดโสธรวรารามวรวิหาร

 

” หลวงพ่อโสธร ” พระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา

” หลวงพ่อโสธร “หรือ หลวงพ่อพระพุทธโสธร เป็นพระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ข้อมูลจากการตรวจสอบภายในหลวงพ่อโสธรโดยกรมศิลปากร พบว่า หลวงพ่อโสธรประกอบขึ้นจากหินทรายแปดชิ้น แล้วพอกปูนทับเป็นองค์
หลวงพ่อโสธร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ คือมีพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิราบ พระชงฆ์ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้ายวางซ้อนกันอยู่บนพระเพลา มีส่วนสูง 6 ฟุต 7 นิ้ว พระเพลากว้าง 5 ฟุต 6 นิ้ว ปัจจุบันประดิษฐาน อยู่ในพระอุโบสถหลวงวัดโสธรวราราม จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตำนานของหลวงพ่อโสธรนั้น ไม่ได้กล่าวไว้ว่าใครเป็นคนสร้างหรือสร้างเมื่อใด ทราบตามที่เล่าต่อๆ กันมาแต่เพียงว่า ในจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือของไทย มีพระภิกษุสามองค์พี่น้อง เรียนพระธรรมวินัยแตกฉานแล้วก็จำแลงกายเป็นพระพุทธรูป

เมื่อมาถึงบริเวณหนึ่งก็ปรากฏองค์ขึ้น ชาวบ้านบริเวณนั้นพบเข้าก็พากันเอาเชือกมนิลามาฉุดขึ้น แต่ก็เอาขึ้นมาไม่ได้เพราะเชือกขาด ก่อนที่พระทั้งสามองค์จะจมหายไปบริเวณที่พระทั้งสามองค์ลอยทวนน้ำหนีนั้นเรียกว่า สามพระทวน ต่อมาได้เพี้ยนและเรียกว่า สัมปทวน อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจนทุกวันนี้

ต่อมาได้มาผุดขึ้นที่คลองคุ้งให้ชาวบ้านแถวนั้นเห็นอีก ชาวบ้านก็พยายามฉุดขึ้นฝั่งแต่ไม่สำเร็จอีก สถานที่นั้นเรียกว่า บางพระ มาจนทุกวันนี้ แต่นั้นมาพระพุทธรูปทั้งสามองค์ก็ได้สำแดงอภินิหารในคลองเล็กๆ ตรงข้ามกองพันทหารช่างที่ 2 ฉะเชิงเทรา บริเวณนั้นเรียกว่า แหลมลอยวน คลองนั้นได้นามว่า คลองสองพี่น้อง ภายหลังก็เงียบไป

จวบจนองค์หนึ่งได้ลอยไปจนถึงแม่น้ำแม่กลอง และไปปรากฏขึ้นที่สมุทรสงคราม ชาวประมงได้พร้อมใจกันอาราธนาขึ้นไปประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลมหรือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนชาวสมุทรสงคราม เรียกกันว่า หลวงพ่อบ้านแหลม มาจนทุกวันนี้…

Open post
หลวงพ่อปราโมทย์

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

ประวัติ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

หลวงพ่อปราโมทย์  เกิด พ.ศ.๒๔๙๕ ณ บ้านดอกไม้ ต.บ้านบาตร อ.ป้อมปราบศัตรูพ่าย จังหวัด พระนคร

การศึกษา ชั้นประถมศึกษาตอนต้น ณ โรงเรียนสุริยวงศ์, ชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ณ โรงเรียนวัดพลับพลาชัย, ชั้นมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนโยธินบูรณะ, ปริญาตรีและโท ณ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สจว.รุ่นที่ ๕๗

การทำงาน ลูกจ้าง กอ.รมน. (๒๕๑๘-๒๕๒๑), เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ๓-๗ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (๒๕๒๑-๒๕๓๕), ผู้ชำนาญการ ๘-๑๐ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (๒๕๓๕-๒๕๔๔)

การศึกษาธรรม นักธรรมตรี, ศึกษาอานาปานสติตามคำสอนของท่านพ่อลี ธัมมธโรตั้งแต่ ๒๕๐๒, ศึกษากรรมฐานจากครูบาอาจารย์สายวัดป่าหลายรูป ตั้งแต่ ๒๕๒๕ อาทิหลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงพ่อพุธ ฐานิโย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่สิม พุทธาจาโร หลวงปู่บุญจันทร์ จันทวโร และหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ เป็นต้น, อุปสมบทครั้งแรกในสมัยที่ยังเป็นนักศึกษา ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จ.นนทบุรี โดยมีหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเป็นพระอุปัชฌาย์, อุปสมบทครั้งที่ ๒ ณ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ (๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๔) โดยมีพระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต) เป็นพระอุปัชฌาย์

สถานที่จำพรรษา ๕ พรรษาแรกจำพรรษาอยู่ ณ สวนโพธิญาณอรัญวาสี อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ของท่านพระอาจารย์สุจินต์ สุจิณโณ และพรรษาที่ ๖ ณ สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลุรี โดยความเห็นชอบของพระอุปัชฌาย์

งานเขียน วิมุตติปฏิปทา (๒๕๔๒-๒๕๔๔) ก่อนอุปสมบท, วิถีแห่งความรู้แจ้ง(๒๕๔๕),ประทีบส่องธรรม (๒๕๔๗) ทางเอก (๒๕๔๙) วิมุตติมรรค (๒๕๔๙) และแก่นธรรมคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล (๒๕๕๑)…

Open post
 ครูบาพรหมา

ครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า

” ครูบาพรหมา พรหมจักโก “

 ครูบาพรหมา หรือ นามเดิม พรหมา พิมสาร เกิดวันที่  30 ส.ค. 2441 ณ บ้านป่าแพ่ง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน อุปสมบท อุปสมบท ณ วัดป่าเหียง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2461 สมณศักดิ์

พระสุพรหมยานเถร มรณภาพ 17 ส.ค. 2527 อายุ 87 ปี 67 พรรษา  ครูบาเจ้าบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 15 ปี และอุปสมบทเมื่ออายุได้ 20 ปี กระทั่งพรรษาที่ 4 ท่าน

ได้เริ่มต้น เข้าสู่วิถีแห่งการปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง ท่านได้ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาต่างๆ ทั้งเขตประเทศไทย พม่า และลาว กระทั่งในปีพ.ศ.2491 ท่านจึงได้มาจำพรรษา ณ วัดพระพุทธบาทตากผ้า และได้พัฒนาวัดจนมีชื่อเสียงเป็นศาสนสถาน ที่มีความสำคัญทางศาสนาแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน

และด้วยการสั่งสมบุญบารมี คุณงามความดีของท่านนี้เองทำให้ ท่านได้รับความเคารพศรัทธาจากพุทธบริษัทโดยทั่วไป แม้ท่านจะผู้มีลาภสักการะมาก

แต่ก็ไม่ได้สะสมถือไว้เป็นสมบัติ ส่วนตนแม้แต่น้อย ในทางตรงข้ามกลับได้มอบสมบัติเหล่านั้น เพื่อใช้ในสาธารณกุศลทั้งหมด ดังนั้น จึงสมควรจะจดจำ ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน และถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีสืบไป…

Open post
หลวงพ่อเงิน

หลวงพ่อเงิน แห่ง วัดบางคลาน

หลวงพ่อเงิน เกจิอาจารย์ผู้ทรงพุทธาคมความศักดิ์สิทธิ์

หลวงพ่อเงิน แห่ง วัดบางคลาน หรือ วัดหิรัญญาราม จ.พิจิตร พระเกจิอาจารย์ผู้ทรงพุทธาคมความศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง

และเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนทั่วไปมาตั้งแต่อดีตสืบจนปัจจุบัน

วัตถุมงคลของท่านล้วนเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหา โดยเฉพาะ “พระหลวงพ่อเงิน พิมพ์หล่อโบราณ”

 หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ เป็นชาวบ้านบางคลานโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 10 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2351

สมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน ของนายอู๋ และ นางฟัก ในปี พ.ศ.2356 ลุงได้พาไปอยู่กรุงเทพฯ จนเติบโตเข้าศึกษาเล่าเรียนได้จึงได้นำไปฝากไว้ที่วัดตองปู (วัดชนะสงคราม) พออายุได้ 12 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร

เมื่ออายุครบบวชได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดชนะสงคราม ได้ฉายา “พุทธโชติ” ศึกษาร่ำเรียนพระธรรมวินัยและวิปัสสนากรรมฐาน ท่านยังได้ไปถวายตัวเป็นศิษย์ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม และ หลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า พระเกจิผู้เรืองวิทยาอาคม
ต่อมาเมื่อโยมปู่ของท่านป่วยหนัก ท่านจึงได้เดินทางกลับมายัง อ.โพทะเล จำพรรษาอยู่ที่วัดคงคาราม 1 พรรษา แล้วย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดท้ายน้ำ ต่อมาจึงย้ายไปอยู่หมู่บ้านวังตะโกซึ่งลึกเข้าไปทางลำน้ำเก่า โดยนำกิ่งโพธิ์จากวัดเดิมมาด้วย 1 กิ่ง ตั้งจิตอธิษฐานว่า “… ถ้าจะเจริญรุ่งเรือง ขอให้ต้นโพธิ์นี้เจริญงอกงามแผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่…” กาลต่อมาปรากฏว่าต้นโพธิ์ของท่านได้เจริญงอกงามดังคำอธิษฐาน นับตั้งแต่นั้นตลอดมา วัดวังตะโกหรือวัดหิรัญญาราม ก็เจริญรุ่งเรืองตามลำดับ ชื่อเสียงของหลวงพ่อได้ขจรไปทั่วทุกทิศานุทิศ มีคนมาขอถวายตัวเป็นลูกศิษย์ด้วยความเคารพศรัทธามิได้ขาด มาขอเครื่องรางของขลัง, รักษาโรคภัยไข้เจ็บ, อาบนํ้ามนต์ ฯลฯ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ และสมณศักดิ์เป็นที่เจ้าคุณฝ่ายวิปัสสนา

หลวงพ่อเงิน มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวันศุกร์เดือน 10 แรม 11 ค่ำ ปีมะแม เวลา 5.00 น.ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2462

ณ วัดวังตะโก ต.บางคลาน อ.บางคลาน จ.พิจิตร สิริอายุ 111 ปี 90 พรรษา
หลวงพ่อเงิน ได้สร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลไว้มากมายแต่มีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งล้วนทรงพุทธคุณเป็นเลิศปรากฏ ทั้งกระพันชาตรี แคล้วคลาด และโชคลาภ ผู้มีไว้ครอบครองต่างหวงแหน ปัจจุบันจึงหาได้ยากยิ่ง และค่านิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา อาทิเช่น ตะกรุด, พระเครื่องหลวงพ่อเงิน, พระเครื่องรูปเหมือน ฯลฯ หลังจากท่านมรณภาพลงก็ยังคงมีการจัดสร้างวัตถุมงคลหลวงพ่อเงินอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ด้วยความเชื่อว่าท่านมาร่วมปลุกเสกด้วยทุกครั้ง ด้วยความศรัทธา พุทธาคมและปาฏิหาริย์จึงปรากฏเฉกเช่นวัตถุมงคลที่ท่านสร้าง

วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงและนิยมเล่นหากันสุดๆ มีอยู่ 4 พิมพ์ใหญ่ ซึ่งอายุการสร้างถึงปัจจุบันก็ประมาณ 100 ปี

ประกอบด้วย รูปหล่อพิมพ์นิยม รูปหล่อพิมพ์ขี้ตา เหรียญหล่อพิมพ์จอบใหญ่ และ เหรียญหล่อพิมพ์จอบเล็ก และยังแยกเป็นพิมพ์ย่อยๆ ได้ดังนี้

พระรูปหล่อพิมพ์นิยม แยกย่อยเป็น 2 พิมพ์ คือ พิมพ์นิยม A และ พิมพ์นิยม B พระรูปหล่อพิมพ์ขี้ตา แยกย่อยเป็น 3 พิมพ์ คือ พิมพ์สามชาย พิมพ์สี่ชาย และ พิมพ์ห้าชาย เหรียญรูปหล่อพิมพ์จอบใหญ่ แยกออกได้เป็น 2 พิมพ์ คือ พิมพ์จอบใหญ่ A และ  พิมพ์จอบใหญ่ B และ เหรียญรูปหล่อพิมพ์จอบเล็ก แยกออกได้เป็น 4  พิมพ์ คือ พิมพ์แข็งตรง พิมพ์แข็งติด พิมพ์เท้ากระดก และพิมพ์ตาขีด…

แหล่งที่มา arjanram

 …

Open post
หลวงปู่เหลือง

หลวงปู่เหลือง เกจิดังวัดกระดึงทอง

หลวงปู่เหลือง เกจิดังบุรีรัมย์

หลวงปู่เหลือง ฉนุทาคโม หรือ “พระราชปัญญาวิสารัท” เป็นมหาเถราจารย์ชื่อดังทางอีสานอีกรูปหนึ่งที่ควรจะแก่การบูชา ตอนนี้ท่านอายุ 92 ปี ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดกระดึงทอง ที่จังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งยังเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าคณะสงฆ์ประจำจังหวัดอีกด้วย ส่วนผลงานที่สะดุดตาของท่านเป็นได้พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์รวมของชาวบ้าน โดยการนำพระสงฆ์-เณร ตลอดจนถึงประชาชนชาวบ้านมาร่วมกันปรับปรุงวัดวาอาราม กระทั่งกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

ท่านแน่วแน่สำหรับการปฏิบัติภาวนาอย่างไม่เสื่อมคลาย อยู่อย่างสมถะ เรียบง่าย แล้วก็ติดดิน แม้ว่าท่านจะมีตำแหน่งสูงทางโลก แต่ท่านไม่เคยถือยศถือตำแหน่งใดๆเลย ท่านยังคงทำหน้าที่ของภิกษุ โดยเป็นตัวอย่างที่ดีรวมทั้งสร้างความเคารพนับถือให้แก่ชาวพุทธ ก็เลยทำให้คุณมีชื่อเสียงแล้วก็มีความศักดิ์สิทธิ์จนถึงผู้คนต่างพากันมาสักการะบูชาท่าน…

Posts navigation

1 2 3